ทุกท่านอาจจะเคยเห็นข่าวกันอยู่บ่อยครั้งว่า หลายท่านที่มีสุขภาพแข็ง และออกกำลังกายเป็นประจำ อีกทั้งยังไม่เคยมีประวัติเป็นโรคหัวใจมาก่อน กลับต้องมาเสียชีวิตแบบกะทันหันจากโรคหัวใจ ซึ่งสถิติในประเทศไทยพบว่า ร้อยละ 45 ของการเสียชีวิตแบบเฉียบพลัน ล้วนเกิดขึ้นจากโรคหลอดเลือดหัวใจทั้งสิ้น ซึ่งโรคนี้มักจะเกิดขึ้นได้แบบเฉียบพลัน ไม่ว่าจะเป็น ช่วยการปฏิบัติกิจวัตรประจำวัน การทำงาน หรือการเล่นกีฬาด้วยเช่นกัน แต่โรคเหล่านี้ถึงแม้ว่าจะไม่สามารถแก้ไขได้ แต่จะสามารถป้องกันหรือช่วยลดความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นได้นั่นเอง

วิธีลดความเสี่ยงที่ก่อให้เกิดโรคหลอดเลือดหัวใจ มีอะไรบ้าง?

1. อย่าปล่อยให้ตนเองอ้วนจนเกินไป : การที่เรามีน้ำหนักตัวเกินมาตรฐาน หรือมีน้ำหนักตัวที่มากเกินไป จะทำให้หัวใจของเราทำงานหนักมากยิ่งขึ้นเพื่อส่งโลหิต ออกซิเจนรวมทั้งสารอาหารไปเลี้ยงเนื้อเยื่อทั่วร่างกาย ดังนั้นการหลีกเลี่ยงโรคหลอดเลือดหัวใจ คือ คุณจะต้องควบคุมอาหารและออกกำลังกายเป็นประจำ เพื่อที่จะเป็นอีกหนึ่งตัวช่วยให้หัวใจสามารถสูบฉีดเลือดได้ดียิ่งขึ้น พร้อมทั้งยังสามารถลดความเสี่ยงของการเกิดโรคได้อีกด้วย

2. หลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารไขมันสูง : โดยเฉพาะอาหารที่มีไขมันอิ่มตัว อย่างเช่น ไขมันจากเนื้อสัตว์ อาหารฟาสต์ฟู้ด เนย และผลิตภัณฑ์จากนมที่ไม่พร่องมันเนย เนื่องจากอาหารที่มีไขมันสูงจะก่อให้เกิดไขมันส่วนเกินสะสมในร่างกาย และในผนังหลอดเลือด ดังนั้นการรับประทานอาหารที่ดีที่สุด ควรจะเพิ่มการรับประทานผักและผลไม้ให้มากขึ้นในแต่ละมื้อ

3. หลีกเลี่ยงการสูบบุหรี่ และเครื่องดื่มแอลกอฮอร์ : เนื่องจากการดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์มากเกินไป และดื่มในเวลานาน จะทำให้มีปริมาณไขมันในเส้นเลือดสูงยิ่งขึ้น จนทำให้ลดสมรรถภาพของหัวใจในการสูงฉีดเลือดไปยังส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย และนอกจากนี้หากพบว่าตนเองมีโรคประจำตัว อย่างเช่น โรคเบาหวาน หรือความดันโลหิตสูง จะต้องควบคุมความดันโลหิตและระดับน้ำตาลในเลือดมากกว่าบุคคลทั่ว ๆ ไปนั่นเอง

4. ลดความเครียด : หลาย ๆ ท่านอาจจะไม่ทราบว่า ความเครียดจะมีผลต่อสุขภาพของร่างกายในหลาย ๆ ด้านเลยทีเดียว อย่างเช่น การปวดศีรษะไปถึงขั้นหัวใจวาย เป็นต้น ซึ่งเราควรจะทำให้ตนเองมีจิตใจที่แจ่มใส ควบคุมอารมณ์ตนเองให้ดีอยู่เสมอ พยายามหากิจกรรมที่ชื่นชอบทำอยู่ตลอด เพื่อเป็นอีกหนึ่งตัวช่วยในการหลีกเลี่ยงความเครียดให้มากที่สุด

และนี่จะเป็นอีกหนึ่งวิธีการหลีกเลี่ยงการก่อให้เกิดโรคหลอดเลือดหัวใจที่ดีที่สุด แต่หากใครที่เป็นโรคหัวใจอยู่แล้ว และไม่กล้าที่จะออกกำลังกาย โดยทั่วไปแล้วคนเป็นโรคหัวใจจะสามารถออกกำลังกายได้ แต่จะยกเว้นโรคบางอย่าง ดังนั้นควรจะเข้าไปปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ เพื่อเข้ารับการรักษาและรับการแนะนำที่ถูกต้อง

Explore More

5 ท่าโยคะช่วยบรรเทาอาการปวดประจำเดือน

ท่าโยคะ

ประจำเดือนมักมาพร้อมกับอาการปวดเกร็งท้อง ปวดหลัง และอารมณ์แปรปรวน โยคะเป็นวิธีหนึ่งที่ช่วยบรรเทาอาการเหล่านี้ได้อย่างอ่อนโยน ด้วยการผสมผสานการหายใจที่ช้าลง การยืดกล้ามเนื้อบริเวณท้องและหลัง และการผ่อนคลายจิตใจ บทความนี้จะแนะนำ 5 ท่าโยคะที่ปลอดภัยและทำตามได้ง่าย พร้อมข้อควรระวังและคำแนะนำเพื่อให้การฝึกมีประสิทธิภาพมากขึ้น ทำไมโยคะถึงช่วยลดอาการปวดได้ เมื่อเราหายใจลึกและช้าลง ระบบประสาทพาราซิมพาเธติกจะถูกกระตุ้น ทำให้ร่างกายเข้าสู่สภาวะผ่อนคลาย อัตราการเต้นของหัวใจลดลงและความตึงเครียดของกล้ามเนื้อลดลง การยืดกล้ามเนื้อบริเวณเอว สะโพก และหน้าท้องช่วยเพิ่มการไหลเวียนของเลือดไปยังอวัยวะภายในซึ่งอาจลดการเกร็งตัวที่เป็นสาเหตุของความปวดได้ นอกจากนี้ การฝึกท่าทางที่อ่อนโยนยังช่วยปลดปล่อยสารเอ็นดอร์ฟิน ซึ่งเป็นสารลดปวดตามธรรมชาติของร่างกาย การฝึกโยคะอย่างสม่ำเสมอจึงช่วยให้เวลาเป็นเพื่อนในการลดความรุนแรงและระยะเวลาของอาการปวดประจำเดือนได้ 5 ท่าโยคะแนะนำ ด้านล่างเป็นคำอธิบายท่าที่ทำตามได้ง่ายในวันแรกของรอบเดือน เริ่มด้วยการหายใจช้า ๆ และฟังร่างกายของตัวเองก่อนฝึกทุกครั้ง ทุกรายละเอียดสามารถปรับระดับความลึกได้ตามความสบาย

ท่าโยคะตอนเช้าที่ช่วยปลุกสมองลดเครียดและทำให้วันทั้งวันดีขึ้น

ท่าโยคะตอนเช้าที่ช่วยปลุกสมองลดเครียดและทำให้วันทั้งวันดีขึ้น

ท่าโยคะตอนเช้าเพื่อปลุกสมองและลดความเครียด ท่าโยคะตอนเช้าเป็นเครื่องมือที่มีประสิทธิภาพช่วยปลุกสมอง ลดความเครียด และส่งเสริมพลังงานบวกให้กับร่างกายตลอดวัน การฝึกโยคะในช่วงเช้าช่วยกระตุ้นระบบประสาท เพิ่มการไหลเวียนของเลือด และปรับสมดุลทางอารมณ์ งานวิจัยหลายฉบับยืนยันว่าการทำโยคะเป็นประจำลดระดับฮอร์โมนความเครียด (คอร์ติซอล) และเพิ่มความสามารถในการมีสมาธิ (Harvard Health Publishing, 2020) ในบทความนี้จะสำรวจท่าโยคะที่เหมาะสำหรับช่วงเช้าและวิธีการที่ช่วยปรับสมองให้พร้อมรับมือกับความท้าทายและทำให้วันทั้งวันดีขึ้น ท่าโยคะตอนเช้าเพื่อกระตุ้นสมองและลดเครียด ท่าโยคะตอนเช้าหมายถึงชุดของท่าโยคะที่เน้นการกระตุ้นการทำงานของสมอง ฟื้นฟูระบบประสาท และลดความตึงเครียดทางกายและใจ Dr. Sat Bir Singh Khalsa นักวิจัยด้านโยคะจากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดกล่าวว่า “โยคะเช้าเป็นการกระตุ้นทั้งร่างกายและจิตใจ ช่วยให้การทำงานของสมองดีขึ้นและส่งผลให้ความเครียดลดลง” (Khalsa, 2015) รูปแบบโยคะในช่วงเช้ามักจะเป็นท่าที่เปิดหน้าอก

ถอดบทเรียนจากภาวะ Office Syndrome ปรับเมนูอาหารและท่าโยคะบำบัดเพื่อคืนความสมดุลให้ร่างกาย

ถอดบทเรียนจากภาวะ Office Syndrome ปรับเมนูอาหารและท่าโยคะบำบัดเพื่อคืนความสมดุลให้ร่างกาย

ภาวะออฟฟิศซินโดรมกับการบำบัดเพื่อคืนความสมดุลของร่างกาย ภาวะออฟฟิศซินโดรม (Office Syndrome) คือกลุ่มอาการปวดเมื่อยและอาการผิดปกติของร่างกายที่เกิดจากการนั่งทำงานในท่าที่ไม่ถูกต้องเป็นเวลานาน ส่งผลโดยตรงต่อกล้ามเนื้อ ระบบประสาท และกระดูกสันหลัง ทั้งนี้ การปรับเมนูอาหารและใช้ท่าโยคะบำบัดเป็นเครื่องมือสำคัญในการฟื้นฟูคืนความสมดุลของร่างกายอย่างยั่งยืน บทความนี้จะถอดบทเรียนที่สำคัญจากภาวะ Office Syndrome พร้อมทั้งเสนอแนวทางการดูแลตัวเองผ่านเมนูอาหารและการฝึกโยคะอย่างเหมาะสม เพื่อช่วยลดอาการผิดปกติและส่งเสริมสุขภาพโดยรวม ความหมายและลักษณะของภาวะออฟฟิศซินโดรม ออฟฟิศซินโดรม หมายถึงกลุ่มอาการปวดเรื้อรังในกล้ามเนื้อและข้อต่อ โดยเฉพาะในบริเวณคอ ไหล่ หลัง และข้อมือ ที่เกิดจากการนั่งอยู่กับที่เป็นระยะเวลานานในท่าทางซ้ำซ้อนที่ไม่เหมาะสม โดยศูนย์สุขภาพองค์การแรงงานระหว่างประเทศ (ILO) ระบุว่าประมาณ 60-70% ของพนักงานออฟฟิศทั่วโลกมีความเสี่ยงต่อการเกิดอาการนี้ ลักษณะที่พบได้บ่อย ได้แก่